วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2558

วันที่ฝันฟี้บลง




เคยได้ยินมั้ย ว่าความฝันเหมือนลูกโป่ง

หรือเรานี่แหล่ะ คิดว่าความฝันเหมือนลูกโป่ง (ที่อัดฮีเลียมด้วยนะ จะได้ลอยๆ)

  
     คุณสมบัติของความฝัน คือ เหมือนจะไม่จริง แต่ก็เป็นจริงได้ เวลาสัมผัสอาจจะไม่หนักแน่นเหมือนถือลูกบาส ไม่แข็งมั่นคงเหมือนลูกเบสบอล บีบแรงๆก็พร้อมจะแตกแล้ว และกลายเป็นเพียง "เศษซากความฝัน" ได้ทุกเมื่อ เมื่อมาดูถึงองค์ประกอบ ความฝันนั้นได้อัดแน่นด้วย"อะไรบางอย่าง" จนโป่งพองเป็นรูปเป็นร่าง เห็นชัด ไม่ว่าจะแค่ในมโนภาพของเรา หรือชัดเจนจนคนอื่นก็มองเห็น


     เราเป็นคนประหลาด 
ที่ชีวิตต้องถือลูกโป่งแบบนั้นในมือสักใบ สองใบ ..บางทีก็ห้าหกใบ เสมอ สำหรับเราแล้ว การปล่อยให้มือว่างๆ มันเหมือนกับการใช้เวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ถึงที่สุด ถือจะไม่ได้ทำอะไรกับลูกโป่งในมือก็ตาม แต่การมีมันถือเป็นอะไรที่เราจะต้องมีไว้ให้อุ่นใจ ไว้เป็นแรงบันดาลใจ ไว้มองแล้วยิ้ม บางทีก็ถือไว้เป็นสีสัน แล้วก้าวต่อไป
     
...ดังนั้นแล้วเราจึงนึกภาพชีวิตที่ไม่มีลูกโป่งไม่ออก

อันที่จริงแล้วเรานึกออกนะ 

แค่ไม่รู้ว่าชีวิตที่ไม่มีลูกโป่ง


 เราจะเดินต่อไปเพื่ออะไรอีก ?




ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา เราได้ไปทำกิจกรรมเอนเตอร์เทนผู้สูงอายุที่บ้านพักคนชรา
(ภาษาเหนือเรียกคนแก่ว่า อุ้ย - ออกเสียงว่า อุ๊ย)

เราเคยวาดภาพไว้ว่า ถ้าไม่ใช่ที่ๆมีอุ๊ยคุยกันอย่างออกรส
มันก็เป็นสถานที่ที่เศร้าอย่างที่สุด

       แต่ว่าเราคิดผิด เพราะที่ๆเราไป ไม่มีทั้งสองอย่าง ไม่ได้มีใครสนิทสนมพูดคุย ไม่ได้มีใครเศร้าสร้อยกับชีวิตอย่างออกนอกหน้า เราไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงดี เพราะอุ้ยแต่ละคนก็มีพื้นที่ส่วนตัว บางคนนั่งฟังวิทยุ บางคนกวาดพื้นบ้าน บางคนดูทีวี ที่เห็นแล้วเป็นภาพที่ติดตาเรามากที่สุดคือ นั่งอยู่กับความเงียบ มองอากาศตรงหน้าอย่างตั้งใจ แบบที่ไม่คิดว่าเราจะยอมปล่อยให้ตัวเองนั่งนิ่งเฉยๆขนาดนั้นได้ (ถ้าไม่ได้ใช้ความคิดอยู่)


      เราขอขนานนามบรรยากาศแบบนี้ว่า บรรยากาศไร้ลูกโป่ง

        มันไม่ใช่บรรยากาศที่เศร้า หรือขาดความสุขไปขนาดนั้น
        
        มันแค่...นิ่ง
      
                เหมือนเราแค่หยุดเดิน แล้ว ปล่อย หรือ แขวน ลูกโป่งไว้สักที่หนึ่ง..



จากนั้นก็ไม่ได้คิดจะพูดถึงมันอีก  

แต่อาจจะคิดถึงมันอยู่ก็ได้ เราก็ไม่ได้ถามหรอก


                อุ้ยคนนึงเคยทำงานอยู่ที่ขนส่ง ชีวิตที่ผ่านมามีแต่การทำงาน คิดถึงแต่ความวุ่นวายของระบบงาน ช่วยเหลือคนดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ทำหน้าที่เหมือนเป็นคนมองชีวิตคนอื่นมาโดยตลอด  แม้กระทั่งตอนนี้ ก็ยังคอยดูแลคนอื่น ดูว่าใครเป็นยังไง  สาเหตุที่อุ้ยมาอยู่ที่นี่เพราะ อุ้ยไม่มีครอบครัว มีแต่งาน รู้ตัวอีกทีที่พักที่ทำงานก็ไม่มีแล้ว เลยถูกส่งมาอยู่ที่นี่  ไม่รู้ว่าอุ้ยคนนี้เคยมีลูกโป่งมั้ย หรือว่าไม่คิดจะสนใจลูกโป่งแต่แรกก็ไม่รู้

              บางคนในนี้เป็นครูที่มีความรู้พูดได้หลายภาษา บางคนเป็นหมอนวดที่เก่งมาก บางคนเคยเป็นช่างแต่งหน้า ที่ตอนนี้แต่งได้แต่แก้มที่แดงเกินไปจนรู้สึกแปลกกับใบหน้าของเขา


               ยิ่งรับรู้เรื่องราวในนี้ เหมือนยิ่งเห็นอนาคตบุคลากรที่มีความสามารถต่างๆ ที่เจอจุดเปลี่ยนบ้าง เป็นโรคบ้าง จุดไม่เปลี่ยนบ้าง ที่มาตามระบบ ...ทำให้รู้ว่าบางทีคนในนี้ไม่ใช่คนที่ ถูกคนอื่นทอดทิ้ง หรอก ในแง่ที่ว่า ถ้าเราอยู่ตัวคนเดียวมาตั้งแต่แรกแล้ว จะไปถูกใครทิ้งได้ล่ะ เรากลับรู้สึกเฝื่อนๆ ที่แอบคิดในใจว่าบางคนในนี้คือคนที่ ทอดทิ้งตัวเอง ต่างหาก  ทำไมน่ะเหรอ ทั้งที่ยังเดินได้ หายใจได้ มีเรี่ยวแรงบ้าง อาจจะไม่มาก พร้อมกับเวลาว่างที่มากมายขนาดนี้ จะนั่งปล่อยให้ห้วงเวลาไหลผ่านตัวเราไปทำไม แทนที่จะเลือกคว้าลูกโป่งลูกใหม่ๆมาเป็นสีสันให้ชีวิต ....นี่เป็นความคิดในตอนแรกของเรา



                  เห็นด้วยกับเรามั้ย ?



                  เราคิดแบบนี้ จนวันสุดท้ายที่ทำกิจกรรม เราเจออุ้ยคนนึง กำลังดีดซึงอยู่ด้านหลังหออย่างคล่องแคล่ว แว่บแรกเราคิดว่าเขาคงจะเล่นเป็นก่อนมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ แต่หลังจากเขาไปขอให้เขาเล่นให้ฟังสักเพลง เขาก็เล่าให้ฟังว่า มาเริ่มเล่นในนี้ เล่นเป็นอยู่สองสามเพลงแล้ว  ถ้าได้ฟังก็บอกเลยว่าเพราะดี เป็นคนแรกที่เราพบว่าทำกิจกรรมใหม่ๆหลังเข้ามาอยู่ในนี้

                  อันที่จริงบางคนที่เคยคุยด้วยก็ไม่ได้ถูกใครทอดทิ้ง เพียงแต่ว่าเป็นโรคที่ต้องการคนดูแลตลอดเวลา เผื่อมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น บางคนก็เข้าไปอยู่เพื่อรอวันที่ลูกจะพร้อมมารับกลับไป


                 ไม่ควรจะเห็นด้วยหรอก (จริงๆนะ)


                เราผู้ซึ่งเพิ่งมา เห็นแค่ภาพของพวกเขาที่ไม่ได้ถือลูกโป่งอีกต่อไปแล้ว แต่อันที่จริง ชีวิตพวกเขาอาจจะผ่านลูกโป่งมาอันแล้ว อันเล่า ลูกโป่งลูกเดิมๆอาจจะถูกสูบมาซ้ำๆ จนเสื่อมและขาดไปแล้วกี่ร้อยรอบก็ไม่รู้ บางทีมันก็ถึงเวลาจะพักแขน มองลูกโป่งพองๆบางใบที่กลายเป็นจริง  และมองลูกโป่งบางใบที่กลายเป็นแค่ยางเหี่ยวเฉาระหว่างทางที่เราเดินผ่านมา
             

                 เพราะ งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา
                 ร่างกายเราก็เช่นกัน

                  พอจบงานเลี้ยงไม่ใช่ว่าทุกคนจะตายจากกันไป แต่ละคนแยกย้ายไปมีชีวิตของตัวเอง

    
                  ...เพียงแต่ว่างานนี้ออกไปแล้วกลับเข้ามาไม่ได้
                  ช่วงเวลาที่เหลือนั้น มีเอาไว้ให้นั่งสงบใจ แล้วนึกถึงช่วงเวลาดีๆของงานเลี้ยงนั้น


                   ด้วยข้อจำกัดหลายๆอย่างของร่างกาย ทำให้พวกเขาไม่ได้รับบัตรเชิญไปงานเลี้ยงอีกแล้ว

                   แต่ในความทรงจำ มันยังชัดเจนเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกดี
               
                              "อะไรใหม่ๆยายจำไม่ค่อยได้หรอกลูก จำได้แต่เรื่องเก่าๆน่ะ" 
                    
                              ...แล้วยายก็ตั้งท่าจะเล่าชีวิตตัวเองอีกม้วนให้เราฟัง


                    เราไม่รู้หรอกว่าถ้าเรากลับไปครั้งหน้า คุณตาคุณยายที่นั่นจะจำเราได้มั้ย หรือเราก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของความทรงจำระยะสั้น ที่สมองอาวุโสตัดสินใจว่าไม่จำเป็นต้องคงอยู่นานขนาดนั้น ก็ไม่รู้... เราก็ไม่รู้อีกแหล่ะว่า ช่วงเวลาสั้นๆที่ละครมีสาระที่แสดงให้ตายายดูมันสนุกจริงๆมั้ย รอยยิ้มมุมปากที่เผยอน้อยมากจนสังเกตได้ยากเหล่านั้น ได้ทำให้พวกเขาสบายใจขึ้นอีกสักนิดหรือเปล่า

                     เราไม่รู้เลย 
     
                     เรารู้แต่ว่า สำหรับเราแล้วมันเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่มีค่ามากๆ เปิดโลกของเราให้กว้างอีกนิดหน่อย ได้เข้าใจคนอื่นมากขึ้นอีกนิด เข้าใจวันมากขึ้นอีกหน่อย เราพบว่า.
                
       

วันนึงเราจะแก่
วันนึงเราจะไม่เหลือใครเคียงข้าง
วันนึงเราจะหมดพลังในการฝัน
วันนึงเราจะหลงลืมเรื่องที่ผ่านมา
วันนึงเราจะปล่อยโลกหมุนไปโดยไม่ใส่ใจมันอีกต่อไป
วันนึงเราจะพบว่ามันยากเกินจะเข้าใจเรื่องรอบตัวแล้ว
วันนั้นคงจะเศร้าบ้าง


แต่วันนั้นเราจะต้องยังยิ้มได้
เพราะวันนั้นก็ยังเป็นวันนึงของเรา





เพราะกว่าเราจะปล่อยให้ถึงวันนั้น
ความฝันของเราคงจะลอยสดใสอยู่ข้างทาง
มีไว้ให้เรายิ้มเมื่อมองย้อนกลับไป
และเดินต่อไป เพื่อให้มันสุดทาง


วันนั้นจะต้องเป็นแบบนั้นแหล่ะ






หมายเหตุ : เป็นเอนทรี่ที่ดองนานมาก เริ่มเขียนตั้งแต่ยังไม่มีคำตอบให้ตัวเอง จนเจอคำตอบแล้ว และรู้สึกผิดเล็กน้อยที่มองว่าพวกเขาเศร้าขนาดนั้น ที่คิดแบบนั้นคงเป็นเพราะมันก็เป็นแค่ปลายทางที่เรายังไม่อยากให้มาถึง แค่นั้น...














ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น