วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2558

2 เดือนที่ยาวนาน



Based on true story



"สวัสดีค่ะ คุณตา วันนี้พวกเราเอาของขวัญปีใหม่มาให้นะคะ"


เสียงเพื่อนคนนึงของเราที่สดใส พูดกับชายสูงวัย ที่มีปัญหาทางร่างกายที่ทำให้ต้องนอนอย่างเดียว หรือที่เรียกกันว่า "ผู้ป่วยติดเตียง"

คุณตาพยักหน้าเล็กน้อย แล้วกล่าวขอบคุณ


"มาจากไหนกันน่ะลูก"


เสียงคุณตาเบาและแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน แต่ก็มีเพื่อนของเราคนนึงจับใจความได้แล้วตอบไป


"มีใครเป็นคนที่นี่บ้าง แต่ก่อนผมน่ะเป็นอธิการนะ โรงเรียนที่นี่แหล่ะ"

เพื่อนบางคนอุทานด้วยความประหลาดใจ เพราะตัวเองก็มาจากโรงเรียนนั้น ไม่คิดว่าบุคคลนี้ยังมีชีวิตอยู่ หรือ ...ไม่คิดว่าจะมาอยู่ตรงนี้


"เด๋ยวนี้โรงเรียนเป็นยังไงบ้างแล้วล่ะ"

เพื่อนก็ตอบเรื่องต่างๆไปเท่าที่จะนึกออก บทสนทนาดำเนินไปอย่างตะกุกตะกักเล็กน้อย และเบา เพราะทั้งห้องผู้ป่วยที่เหลือนั้นเงียบสนิท จนแทบไม่อยากเชื่อว่ามีคนอีกเกือบสิบชีวิตนอนอยู่ร่วมห้องกัน



บรรยากาศในห้องเป็นห้องสีขาว ที่ผ่านการ "พยายาม" ตกแต่งอย่างมาก มีทั้งสีเพ้นท์ที่ดูสดใส ลวดลายเหมือนอยู่ในโรงเรียนอนุบาล ดอกไม้ปลอมที่ประดับตามกรงของผู้ป่วยสมองเสื่อมกันไม่ให้เดินหายไป




ว่ากันตามตรง
เป็นห้องที่ดูแลแสงไฟริบหรี่ ที่เรียกว่าชีวิต
ครอบแก้วไว้อย่างดีให้ไฟไม่หนีไป เจาะรูให้มีออกซิเจนเข้า เพื่อที่ไฟจะได้ไม่มอด
แต่...นี่ไม่ใช่เรื่องของเราที่จะแสดงความเห็นว่าควรทำอย่างไรกับไฟเหล่านี้

อดีตอธิการยังคงคุยกับเพื่อนเราไปเรื่อยๆ

"ผมเข้ามาอยู่ในนี้สองเดือนแล้วล่ะ เดี๋ยวอีกไม่นานลูกคงมารับแล้ว"

รอยยิ้มจางๆของเขาเกิดขึ้นบทใบหน้าที่ซีดเซียวและยับย่นนั้น เราไม่ทันดูว่าเพื่อยคนอื่นแสดงสีหน้าอย่างไร แต่เราก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ไม่ว่าใครคงจะอยากกลับไปอยู่กับครอบครัวอยู่แล้ว แทนที่จะอยู่ในที่ๆที่มีคนดูแลแต่เงียบเหงาขนาดนี้


หลังจากนั้นไม่นานเราก็เดินออกจากอาคาร พวกเราทันสวนกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพอดี เพื่อนเลยถามถึงอดีตอธิการคนนั้น เหมือนว่าไม่อยากเชื่อ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง เขานี่แหล่ะ ญาติๆเขาก็เป็นคนบริจาคเงินสร้างอาคารนี้ด้วย...



.
.
.
เพียงแต่ว่าเขาอยู่ที่นี่มา 5 ปีแล้ว





เหมือนว่าความทรงจำจะหยุดไปแล้ว และความจริงก็คือไม่เคยมีใครมาเยี่ยมเขาเลยตลอดเวลาที่ผ่านมา


พวกเรานิ่งเงียบไป นานอยู่

เราเกิดโพล่งออกไปว่า ก็ดีแล้วมั้ง จะได้รู้สึกเหมือนอยู่ไม่นานไง
เพื่อนๆหันมามองแล้วยิ้มเฝื่อนๆแบบไม่รู้จะตอบว่าอะไร



...ก็ดีแล้ว ล่ะมั้ง ?




แต่ทำไมมัน

รู้สึกเศร้าขนาดนี้นะ...




1 ความคิดเห็น: