อยากจะลองเล่าประสบการณ์การปั่นจักรยานสักหน่อย
อยู่ๆตอนประมาณสามทุ่มก็มีพี่คนนึงที่รู้จักจากชมรมทักมาว่ามันจะมีงานปั่นจักรยานนะ สนใจมั้ย ปกติเราก็สนใจทุกงานเลยนะ เพียงแต่ว่าเรายังไม่เคยไปเลยสักงาน ทั้งข้ออ้างงานยุ่ง ทั้งที่มันชนกับงานคณะบลาๆ
เดิมทีแผนคือนอนอืดยาวอยู่หอ
เรานิ่งหมุนโทรศัพท์ชั่งใจอยู่พักใหญ่ๆกว่าจะโทรไปหาพี่คนที่จะขี่ด้วยเพื่อคอนเฟิร์ม
- มันไปเริ่มที่ไหนนะพี่
- ไนท์ซาฟารีน่ะ (เหมือนจะฟังผิด)
- ห้ะ ทำไมไปเริ่มไกลจัง (ฟังผิด)
- มันไม่ไกลหรอก เทียบกับที่เราเคยไปสะพานเนาวรัฐน่ะ
- อ้อ เหรอคะ โอเคๆ (ทำใจดีสู้เสือ)
- ตีห้าครึ่งนะ หอชาย 7
-/นึกในใจ หาเรื่องแล้วไง ไม่ได้ตื่นเช้ามานานขนาดไหนแล้ววว
สุดท้ายเราก็นอนตอนเที่ยงคืน แล้วก็สามารถตื่นไป(แบบเลทนิดหน่อย) ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ บรรยากาศเช้าของที่นี่ หนาว ! หนาวจนไม่อยากเชื่อว่าเข้าหน้าร้อนแล้ว คาดว่าคงเป็นเพราะฝนในช่วงสองสามวันนี้ อากาศเลยดีมากๆ นอกจากจะหนาวแล้วเส้นทางในมอยังมืดเกือยสนิท จนกลัวจะขี่ตกคูข้างๆไปเหมือนกัน
ปลายนิ้วเริ่มชานิดๆ คงเพราะมันหนาวไป ที่แย่คือเริ่มเมื่อยแล้ว เพราะสองวันก่อนก็ไปเที่ยวรอบคูเมืองมา น่าจะปั่นยาวอยู่ อีกวันก็ไปเมญ่า สรุปคือไม่ได้พักขาเลยสองวัน เห้ย ปวกเปียกอย่างเราจะรอดเหรอวะ
รอจนพี่กับเพื่อนเขามากันครบ พวกเราก็ทะลุซอยทางด้านหน้ามอออกไป ! แล้วเราก็เลยค้นพบว่า คลองชลออกมาเจอจากทางนั้นได้ด้วย ! หลังจากเคยขี่อ้อมมาสองสามหน พอถึงจุดเริ่มจริงๆคือใกล้สนามกีฬา 700 ปี (หลังจากเข้าใจผิดมาทั้งคืน) พอถึงงานเราก็เจอเรื่องแปลกใจอีก
คนเยอะมาก !!
คนที่มาแบบชุดจัดเต็ม จริงจังมาเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นก๊วนลุงๆด้วย สักประมาณห้าสิบมั้ง มาจากต่างจังหวัดอย่าง ลำพูน ก็มี โห สิ่งที่เราทำคือมองคน มองเสื้อพวกเขาอย่างสนุกสนาน (เพราะเสื้อมักจะเขียนว่าเป็นชมรมอะไรมาจากไหน) แต่ก็ยังหลากหลาย มีคุณพ่อขี่จักรยานแล้วเอาลูกซ้อนไปด้วยก็มี มีคนแต่งชุดสไปเดอร์แมนมาก็มี เด็กที่สูงเท่าเอวเราแล้วมาขี่ก็มี !
อันที่จริงชอบมีคนบอก(และเราก็คิด) ว่าจักรยานอ่ะ มันเป็นแฟชั่นช่วงนี้หรือเปล่า ที่ทุกคนเพิ่งจะมาฮิตๆ เดี๋ยวก็ซา เปล่าเลย นี่มันของจริง เป็นกีฬาจริงอีกชนิดหนึ่งเลยล่ะ
ที่น่าเสียใจคืออดเสื้อฟรี(ฮา) ได้มาแต่ธง ผ้าปิดปาก แล้วก็ปาท่องโก๋ร้อนๆ
เรายืนหายใจทิ้งกันอยู่พักใหญ่ๆ จนกระทั่งเสียงรบกวนโสตประสาทของพิธีกรคนนั้นจะเงียบไป...
ก็ถึงเวลาออกเดินทางแล้ว !
ขี่จักรยานเป็นเรื่องที่ ถ้าคนขี่เป็นก็คงไม่ต้องบรรยายอะไรมาก สองขาถีบไป มือจับแฮนด์ให้กำลังพอดีๆ อาเราบอกให้เอานิ้วชี้กับนิ้วกลางคาไว้ที่เบรกเผื่อฉุกเฉิน เบาะก็ปรับให้มันพอดีเวลาเหยียดขาสุดแล้วขาจะตึง ความรู้ใหม่จากงานนี้คือ ปรับเกียร์หนักๆไว้แล้วมันจะไปไวขึ้น ! ไอ้เราก็เล่นอยู่แค่สามสี่ห้ามานาน ดังนั้นความท้าทายรอบนี้(ที่เราคิดให้ตัวเอง) คือปั่นเกียร์หกไปให้ถึงจุดหมาย
ความเจ๋งของงานประเภทนี้คือ ถนนเป็นของเรา ซึ่งปกติแล้วถนนจะไม่มีวันเป็นของเรา ถ้าเทียบยานพาหนะเป็นชนชั้น จักรยานก็เหมือนจัณฑาล (ในแง่การโดนให้เกียรติ) ของท้องถนน เราปั่นผ่านไปประมาณสี่แยก ทุกแยกต้องหยุดให้เราผ่านหมดเลย (รู้สึกมีอำนาจ 5555) แถมมีเพื่อนร่วมทาง เราจะพยายามรักษาสปีดตัวเองไว้ แซงเค้าบ้าง ให้เค้าแซงบ้าง และเราก็ไม่เหงาเท่าไหร่ด้วย
ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะมีเพื่อนร่วมทางหรือเปล่า ทำให้เส้นทางเหมือนจะสั้นลง เพราะเราจดจ่อกับจักรยานคนนั้น ที่เท่ๆ มีธงหลายๆประเภทติดหลัง จักรยานมอซอของลุงคนนึง ที่ปั่นด้วยสปีดพอๆกับจักรยานมีเกียร์ของคนอื่นๆ เราบอกพี่ที่ไปด้วยกันว่า มันเหมือนมาพิพิธภัณฑ์จักรยานเลย กระทั่งจักรยานคู่ก็ยังมีผ่านตาให้เห็นเลย
หลังผ่านเวลามาพักนึง เราก็ถึงจุดหมาย คือเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี
มันไม่น่าตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่หรอก เพราะเราเคยมาแล้ว เราเฉยๆซะด้วยซ้ำ
แต่พี่ที่ชวนเราก็ถามว่า "เป็นไง ทำได้แล้วนะ ไม่เหนื่อยใช่มั้ย"
มันทำให้เราฉุกคิดได้ ว่าก่อนหน้านี้เราให้ระดับความยากของมันไว้ขนาดไหน
เราเคยคิดว่าตัวเองคงมาไม่ถึงหรอก แต่เราก็มาถึง อย่างที่ไม่ได้เหนื่อยมากขนาดนั้น
แบบนี้มันคงเรียกว่าความภูมิใจได้ละมั้ง
หลังจากที่เราไม่ได้ปล่อยให้/ทำอะไรดีๆให้ตัวเองภูมิใจมานาน เราก็เพิ่งนึกได้ ว่าสิ่งนี้นั่นเอง ที่ช่วงนี้ชีวิตเราทำมันหายไป การเรียนเราก็แย่ วาดรูปเราก็ไม่ได้ทำ บางทีที่เราดูหนังฟังเพลง มันคงต่างกับการลงมือทำอะไรสักอย่างตรงนี้ละมั้ง สองอย่างนั้นทำให้เรารู้สึกดีก็จริง แต่ไม่ได้รู้สึกเพราะเราเป็นคนลงมือเอง
มันไม่ใช่ความภูมิใจ 100% หรอก มันปนไปด้วยความสะใจในตัวเอง แบบเราก็ทำเองได้นะ ผสมกับความดีใจ ความดีใจเพียวๆที่เด็กสักคนจะรู้สึกเวลาทำอะไรสำเร็จ โดยไม่ได้มีใครชมเชย
บางทีการขาดเรื่องพวกนี้ไปเลยทำให้ชีวิตหลงทางไปบ้าง
เหมือนเราลืมไปว่าอะไรเคยค้ำจุนเราให้เป็นเรา
เราไม่ได้กลายเป็นคนอื่น แค่ไม่ใช่เราไปบ้างเท่านั้น
แต่ว่าทางที่เหนื่อยจริงๆไม่ใช่ขาไป
ขากลับต่างหาก !
พี่ๆพาเราลัดเข้าหลังงพืชสวนโลก ทะลุสวน พื้นที่ชุมชน ไปสู่เขตแม่เหียะ(อีกส่วนนึงของมช.)
ซึงประกอบไปด้วย ดินลูกรัง ทางขึ้นลงสุดชัน
เอ้ะ เราเคยบอกไปหรือยังนะ ว่าจักรยานเราไม่มีโช๊ค หน้าตาใกล้เคียงกับจักรยานแม่บ้านถึงที่สุด
แล้วนึกภาพจักรยานแบบนั้นลุยทางวิบากนะ
สะบักสะบอมไม่น่าดูเลยล่ะ แต่อย่างน้อยๆ อย่างน้อยๆ เราก็ไม่ได้ล้ม หรือไม่ได้เดินลงแล้วเข็นแหล่ะ
หลังจากผ่านทางลัดทะลุอันน่ามหัศจรรย์ ก็พบว่า
ลัดกลับไปหอได้ด้วยล่ะ !
ซอยด้านหลังนี่มันมหัศจรรย์จริงๆ...
เป็นการผจญภัยเล็กๆที่สนุกไม่เลวเลย
ข้อดีคือสนุกและเหนื่อย
ข้อเสียน่ะเหรอ เย็นวันนั้นที่พี่สายเลี้ยงข้าว เราก็หลับคาโต๊ะเลยจ้า TwT
ขอบคุณที่อ่านนะ
เจอกันเอนทรี่หน้า
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น